ประวัติสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)


สหภาพแรงงาน เป็นองค์กรของลูกจ้างที่มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความสัมพันธ์อันดี  ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกัน มีอำนาจ หน้าที่ ในการปกป้องคุ้มครองและแสวงหา สภาพการจ้างที่สูงขึ้น ให้กับพนักงาน และลูกจ้างที่เป็นสมาชิก รวมทั้งให้ความช่วยเหลือตามคำร้องทุกข์ของสมาชิก

ด้วยสหภาพแรงงานในประเทศไทย ยังไม่สามารถจัดตั้งขึ้นได้โดยเสรี ตามสนธิสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ แต่สามารถจัดตั้งขึ้นได้ตามกรอบของกฎหมายที่กำหนด   มีนายทะเบียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้กำกับดูแลโดยใช้อำนาจของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

ในอดีต นับตั้งแต่การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้แยกหน่วยงานออกมาจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2520 ข้าราชการที่โอนมาเป็นพนักงานและลูกจ้างของการสื่อสารแห่งประเทศไทย  จึงเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ  อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518) เช่นเดียวกันกับลูกจ้างในสถานประกอบการของเอกชน ดังนั้นพนักงาน กสท. จึงมีสิทธิรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ 

ต่อมาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย (สรร.กสท) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรแรก แต่เนื่องจากลักษณะการปฏิบัติงานในการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) มีลักษณะงานที่แตกต่างกันอยู่สองด้าน และมีจำนวนพนักงานที่แตกต่างกัน  คือ

ด้านกิจการไปรษณีย์มีพนักงาน กว่า 16,000 คน

ด้านกิจการโทรคมนาคมมีพนักงานเพียง  6,000 กว่าคน 

คณะกรรมการที่เข้าบริหารงานสหภาพแรงงาน จึงมาจากสมาชิกด้านไปรษณีย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีแนวนโยบายส่งเสริมกิจการด้านไปรษณีย์เป็นหลัก ประกอบกับกฎหมายให้อำนาจในการจัดตั้งสหภาพแรงงานไว้โดยไม่จำกัดจำนวน  เพียงแต่ให้มีผู้ก่อการจำนวน 10 คน รวมตัวกันยกร่างข้อบังคับแล้วนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน เพียงเท่านี้ก็สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมาได้ 

ผู้นำแรงงานด้านกิจการโทรคมนาคม จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงาน โทรคมนาคม กสท. ขึ้น เป็นสหภาพแรงงานลำดับที่ 2  เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2522 และต่อมามีการจัดตั้งสหภาพแรงงานระดับกลางขึ้น เป็นสหภาพแรงงานลำดับที่ 3  โดยการรวมตัวของพนักงานในระดับหัวหน้าที่ทำการขึ้นไป  เพราะกฎหมายได้บัญญัติให้พนักงานและลูกจ้าง มีสิทธิเป็นสมาชิกและจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ทุกคน ยกเว้นผู้ว่าการหรือผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เพียงท่านเดียวเท่านั้นที่ถือว่าเป็นนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้าง

สหภาพแรงงานโทรคมนาคม  การสื่อสารแห่งประเทศไทย (สทก.) ได้จัดตั้งขึ้นโดยมี นายจรัญ   พลเสน เป็นประธานคณะผู้ก่อการ มีแกนนำร่วมอีกหลายท่าน อาทิเช่น นายวิชัย ภาคอรรถ, นายวิชาญ  สุภาพเพชร, นายเสกสรร  รอยลาภเจริญพร, นายสุรพล  เอี่ยมรักษา และนายวัฒนะ  เอี่ยมบำรุง  เมื่อได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นได้ เป็นผลสำเร็จจึงมีการเปิดประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกขึ้น  ซึ่งที่ประชุมใหญ่ได้มีมติเลือกตั้งให้

นายสุรพล  เอี่ยมรักษา เป็นประธานสหภาพแรงงานโทรคมนาคม กสท. คนแรก

การดำรงตำแหน่งของประธานฯ นายสุรพล  เอี่ยมรักษา ไม่สามารถดำเนินการบริหารงานจนครบวาระได้ จนในปี พ.ศ. 2523 ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี มีมติเห็นชอบให้ นายวัฒนะ  เอี่ยมบำรุง ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน นายสุรพล  เอี่ยมรักษา

นับตั้งแต่ นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เข้ารับตำแหน่ง ได้บริหารจัดการให้สหภาพแรงงานฯ พัฒนามาอย่างต่อเนื่องสามารถกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้าง ต่อองค์กร และเป็นที่ยอมรับในหมู่สหภาพแรงงานของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เนื่องจากมีการปรับปรุงสภาพการจ้างให้สูงขึ้น อาทิเช่น เรียกร้องให้รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีปรับปรุงสภาพการจ้างในเรื่องการจ่ายเงินโบนัสเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2524  และมีการเรียกร้องในการปรับโครงสร้างเงินเดือนให้กับลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจหลายครั้ง เป็นระยะๆตลอดมา จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของสหภาพแรงงาน ในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่กว่า  40 รัฐวิสาหกิจ ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน (พ.ศ. 2526 – พ.ศ. 2530) และได้รับความไว้วางใจโดยได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2530 – พ.ศ. 2532)

นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานฯ ยังให้ความสำคัญในเรื่องการจัดสัมมนา และให้การศึกษาอบรมเพื่อให้สมาชิกได้รับทราบข้อมูล นโยบายที่สำคัญของรัฐบาล นโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เริ่มใช้นโยบายที่สำคัญ คือ การมีส่วนร่วมในการบริหารองค์กร ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการต่างๆร่วมกับฝ่ายบริหาร พัฒนากิจการโทรคมนาคมและพัฒนาองค์กร ปรับโครงสร้างการบริหารด้านกิจการโทรคมนาคม ให้เกิดความเจริญ ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

 ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 สหภาพแรงงานโทรคมนาคม กสท. โดยมีประธานฯ นายวัฒนะ  เอี่ยมบำรุง เป็นแกนนำสหภาพแรงงานฯในหลายๆรัฐวิสาหกิจ ได้จัดให้มีการชุมนุมอย่างยืดเยื้อ 4 วัน 3 คืน ที่บริเวณลานต้นโพธิ์ หลังตึกไปรษณีย์กลาง บางรัก เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นเงินเดือนแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจ ในขณะที่รัฐบาลปรับให้แต่เฉพาะข้าราชการเท่านั้น และแล้วในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ทำให้รัฐบาลต้องจำยอมปรับโครงสร้างเงินเดือนให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน

และในปี พ.ศ. 2534 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ได้มีการปฏิวัติรัฐประหารและยึดอำนาจการปกครองจาก พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มีนโยบายที่จะยุบสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจ เพราะเห็นว่า ขบวนการแรงงานในรัฐวิสาหกิจมีความเข้มแข็ง  ผู้นำแรงงานสามารถรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นและเป็นแกนนำ สามารถชี้นำขบวนการแรงงานในภาคเอกชน ได้อย่างมีพลังและเอกภาพ เป็นอำนาจในการเจรจาต่อรอง  ซึ่งรัฐบาลของคณะ รสช. จึงได้ตราพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ขึ้น และมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2534

ด้วยบทบัญญัติของกฎหมายนี้ ทำให้พนักงานและลูกจ้างของทุกรัฐวิสาหกิจ  พ้นจากการคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองแรงงานและพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518  ผลของบทบัญญัติตามกฎหมายนี้ ทำให้สหภาพแรงงานทุกรัฐวิสาหกิจถูกยกเลิก และให้สิทธิแก่พนักงานลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจเพียงแค่ให้จัดตั้ง “สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ” ขึ้นใหม่เท่านั้น และยังให้จัดตั้งได้เพียง 1 สมาคมเท่านั้นในหนึ่งรัฐวิสาหกิจ ไม่มีอำนาจในการยื่นข้อเรียกร้อง ไม่มีอำนาจในการเจรจาต่อรอง ไม่มีบทคุ้มครองการกระทำอันไม่เป็นธรรม คงไว้แต่เพียงให้สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจในการยื่นข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของพนักงาน ในเรื่องที่เกี่ยวกับเงินเดือน ค่าจ้าง วันเวลาทำงานและสวัสดิการเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้สหภาพแรงงานฯในการสื่อสารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นต้องถูกยกเลิกไปโดยกฎหมาย ทั้งหมด 3  สหภาพแรงงาน คือ

1. สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย มีสมาชิกประมาณ 14,000 คน  โดยมี นายสนาม พรหมคุณ เป็นประธานฯ

2. สหภาพแรงงานโทรคมนาคม กสท. มีสมาชิกประมาณ  7,000 คน โดยมี นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เป็นประธานฯ

3. สหภาพแรงงานระดับกลาง  มีสมาชิกประมาณ 600 คน     โดยมี      นายพินิจ  ซีบังเกิด เป็นประธานฯ

เนื่องจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 กำหนดให้จัดตั้งสมาคมได้ สหภาพแรงงานทั้ง 3 สหภาพแรงงานได้เรียกประชุมด่วน เพื่อพิจารณาดำเนินการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยขึ้น เพราะสามารถจัดตั้งได้เพียงองค์กรเดียว การประชุมก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ไม่สามารถเรียกประชุมครั้งที่ 2 ได้ เพราะมีแกนนำบางรายแอบนำรายชื่อพนักงานที่ให้การสนับสนุน นำไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯก่อน

ตามกฎหมายกำหนดว่า ต้องมีพนักงานหรือลูกจ้างให้การสนับสนุนเข้าเป็นสมาชิกครบร้อยละ 10 จึงจะสามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ และจะได้รับทะเบียน ต่อเมื่อมีผู้สนับสนุนครบร้อยละ 25 นายทะเบียนจะจดทะเบียนให้กับกลุ่มผู้ก่อการที่มีสมาชิก ครบ เป็นรายแรก และรายเดียว

จึงทำให้เกิดการช่วงชิงกันระหว่างแกนนำ ในการจัดตั้งสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย  โดยกลุ่มนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ได้นำรายชื่อพนักงาน ที่ให้การสนับสนุนเข้ายื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคม เป็นกลุ่มที่ 2 และยื่นคัดค้านให้นายทะเบียน ต้องตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของรายชื่อสมาชิกที่ให้การสนับสนุน ผลจากการตรวจสอบของนายทะเบียนปรากฏว่า กลุ่มของนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง มีหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง จึงได้ออกทะเบียนจัดตั้ง สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย (สพร.กสท.) ให้แก่กลุ่ม นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง  เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2534 นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย

แต่ทว่าการดำเนินงานของสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายฉบับนี้ ค่อนข้างมีขีดจำกัด ทำให้ผู้นำแรงงานในรัฐวิสาหกิจไม่พอใจ จึงรวมตัวกันเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล รสช. โดยแกนนำพนักงาน กสท. มี นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง, นาย พงษ์ศักดิ์ เปล่งแสง, นายสมบูรณ์ ทรัพย์สาร ในยุคพฤษภาทมิฬ



หลังจากนั้น รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะขายรัฐวิสาหกิจ  ไม่สนับสนุน ไม่ส่งเสริมการลงทุน ไม่อนุมัติให้ใช้งบประมาณลงทุนขยายการดำเนินงาน แต่กำหนดนโยบายการให้สัมปทานแก่เอกชน จึงเกิดการต่อสู้คัดค้านของสมาคมพนักงานฯ ที่รุนแรงในปี พ.ศ. 2536 ต่อนโยบายของรัฐบาล ที่จะยกกิจการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของ กสท. ไปให้กับบริษัทเอกชนเป็นผู้ให้บริการ จนในที่สุด ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรี ทำให้นโยบายดังกล่าวก็ถูกระงับไป

การดำรงตำแหน่งของนายกสมาคมตามที่กฎหมายกำหนด สามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ดังนั้น เมื่อครบ 2 วาระ นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่อไปได้ และในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ผลปรากฏว่า

ผู้นำกลุ่มที่ 1 คือ นายสุขุม ชื่นมะนา ได้รับการเลือกตั้ง เป็นนายกสมาคมฯ เข้าบริหารงาน ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลมี นโยบายเกี่ยวกับการเปิดการค้าเสรี และกำหนดให้มีการแข่งขัน ซึ่งเป็นผลจากข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 มาตรา 40  ตามแผนพัฒนากิจการโทรคมนาคม

นายสุขุม  ชื่นมะนา นายกสมาคมฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญเข้าร่วมพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันทางด้านขบวนการแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจได้เรียกร้องผลักดันให้รัฐบาลคืนสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน จนกระทั่งรัฐบาลโดยการนำของนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ได้ตราพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ขึ้น มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2543 โดยคืนอำนาจการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งให้อำนาจในการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาต่อรอง ทำข้อตกลงสภาพการจ้าง และเพิ่มบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง มีบทเฉพาะการในมาตรา 92 และมาตรา 93 ดังนี้

มาตรา 92 ให้ถือว่าสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534  เป็นสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ และมีสิทธิหน้าที่ดำเนินการได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้เมื่อครบกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าสหภาพแรงงานตามวรรคหนึ่งแห่งใดมีสมาชิกไม่ครบตามที่กำหนดในมาตรา 42 ให้ถือว่าสหภาพแรงงาน นั้นเป็นอันสิ้นสุดและให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 68 และมาตรา 69 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 93 เมื่อครบกำหนดตามมาตรา 92 วรรคสอง ให้สหภาพแรงงานตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ที่มีสมาชิกครบตามที่กำหนดในมาตรา 42 จัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานขึ้นใหม่โดยมิชักช้า  ให้กรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานตามมาตรา 92 พ้นจากตำแหน่ง  เมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงาน ขึ้นใหม่แล้ว หรือเมื่อพ้นหนึ่งร้อยห้าสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ไม่ว่าข้อบังคับของสหภาพแรงงานนั้นจะกำหนดไว้อย่างไร ผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย เปลี่ยนไปเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโดย นายกสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ นายสุขุม ชื่นมะนา ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย

นโยบายในขณะนั้น สหภาพแรงงานต้องเร่งรัดสร้างความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องหลักการ การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร สหภาพแรงงานฯ ต้องเข้าร่วมดำเนินการในการกำหนดสิทธิประโยชน์ สภาพการจ้าง ของพนักงานในการแปลงสภาพ สหภาพแรงงานฯ ได้กำหนดนโยบายการจัดตั้งอนุกรรมการฯ ในภูมิภาค ทุกเขตขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเป็นแกนนำและประสานงานระหว่างคณะกรรมการ กับมวลสมาชิกในการเคลื่อนไหวเรียกร้อง เจรจาต่อรอง ปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงในการทำงานจากการแปรสภาพดังกล่าว

หลังจากที่โอนมาเป็น สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้ว กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ขึ้น ภายใน 150 วัน จากผลการเลือกตั้ง กลุ่มของนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ชนะการเลือกตั้งฯ นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง จึงเข้ารับตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2543

จนกระทั่ง ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2546 การสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้ถูกแปลงสภาพและแยกการจัดตั้ง เป็น 2 บริษัท โดยจดทะเบียนจัดตั้งเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย  จำกัด   อาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542  ที่กำหนดให้บทบัญญัติของกฎหมายที่ให้การคุ้มครองแก่พนักงาน ยังคงใช้บังคับต่อไป ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยว่า ให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่โอนสมาชิกไปทั้ง 2 บริษัทนั้น ถ้าสมาชิกที่โอนไปมีจำนวนครบร้อยละ 25 ของพนักงานของแต่ละบริษัท ตามที่กฎหมายกำหนด ให้นายทะเบียนจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจให้กับบริษัทนั้นๆได้

ปรากฏว่า ทั้ง 2 บริษัท มีสมาชิกครบร้อยละ 25 ตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้มีการจดทะเบียนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยถือว่าทั้ง 2 สหภาพแรงงานนี้ โอนมาจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จึงได้ก่อตั้งขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546 โดย


นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้โอนมาปฏิบัติงานใน บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และรับตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานคนแรก ต่อเนื่องเรื่อยมาจนหมดวาระและได้เกษียณอายุในที่สุด


นายสมบูรณ์  ทรัพย์สาร ได้รับไม้ต่อจากนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานฯ จนหมดวาระและเกษียณอายุ เป็นท่านที่สอง


นายสุขุม  ชื่นมะนา ได้รับความไว้วางใจจากกรรมการฯ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงาน เป็นท่านที่สาม จนกระทั่งเดือนธันวาคม พ.ศ.2555 นายสุขุม  ชื่นมะนา ขอลงจากตำแหน่งประธานสหภาพแรงงาน เนื่องจากสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก ที่ประชุมจึงมีมติเลือก 

คุณสังวรณ์  พุ่มเทียน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงาน คนที่สี่ ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ (นายสุขุม  ชื่นมะนา เกษียณอายุ ในปี 2556) เพื่อสืบสานอุดมการณ์ สานต่อแนวทาง  เจตนารมณ์ ของอดีตประธานทั้งสามท่าน เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

 

จากคำกล่าวเล่าขาน มาเป็นตำนาน สู่สมาชิก  สร,กสท

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

Visitors: 180,996